Flash Memory+Eee PC กับผลกระทบต่อไมโครซอฟท์

 

eeepc701020zx7.jpg

เนื่องจากราคาแฟลชเมมโมรี่ที่ในปัจจุบันมีราคาลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแข่งขันอย่างดุเดือด ทำให้ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาถูกลง หนึ่งในนั้นที่ได้รับอานิสงค์จากปรากฎการณ์นี้ด้วยก็คือการเปิดตัว Eee PC คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กของ ASUS ที่มาด้วยราคาที่ถูกสุด ๆ (ราคาในประเทศไทยเราประมาณ 12,000 บาท) รวมถึงขนาดที่เล็กกะทัดรัด น้ำหนักที่แสนเบา และใช้แฟลชเมมโมรี่ในการเก็บข้อมูลแทน hard drive แบบเก่า ซึ่งการทำตลาดของ Eee PC นั้นได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายสุด ๆ ทนแทบจะผลิตขายกันแทบไม่ทันเพราะลูกเล่นพื้นฐานที่ให้มาค่อนข้างครบครัน เช่นเวปแคม ไวไฟ ยูเอสบีพอร์ต ช่องเสียบเอสดีการ์ด (แต่ไม่มีดีวีดีไดรฟ์)

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ Eee PC มีราคาถูกลงอย่างน่าใจหาย คือการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Xandros ซึ่งเป็นลินุกซ์ที่ได้ทำการดัดแปลงมาจากทาง ASUS เพื่อให้เข้ากับการใช้งานของ Eee PC และได้ติดตั้งโปรแกรมจำเป็นมาครบถ้วนแทบทุกอย่าง ทั้งในด้านการทำงานด้านเอกสาร การนำเสนอ สเปรดชีท รวมถึงโปรแกรมมัลติมีเดียต่าง ส่วนนี้นับได้ว่ามีผลกระทบต่อผู้ซื้อค่อนข้างมากเลยทีเดียว เนื่องจาก OS ที่ติดมาตัวนี้ถือได้ว่าเป็นการลบภาพของระบบปฏิบัติการลินุกซ์ที่เคยขึ้นชื่อว่าใช้งานยากออกไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ไม่เคยใช้ก็สามารถใช้ได้โดยง่ายเนื่องจากมีการแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนดีแล้ว

ปัจจัยเรื่องเครื่องที่มีราคาถูกลงก็มีผลมาจากการใช้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์นั่นเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้ถึงประมาณเกือบสี่พันบาทถ้าหากเทียบกับเครื่องที่ติดระบบปฏิบัติการ Windows ของแท้มาให้ตามท้องตลาด ราคาที่ถูกลงเช่นนี้มีผลกระทบต่อลูกค้ามากในเรื่องของการตัดสินใจซื้อแบบ “ฉับพลัน” ซึ่งการตัดสินใจเป็นจำนวนมากเช่นนี้ที่ทำให้ไมโครซอฟท์อาจต้องพบกับปัญหาบางอย่างในอนาคตเมื่อคนหันมาใช้ลินุกซ์มากขึ้น ซึ่งคนที่ได้ซื้อไปส่วนใหญ่มักมีการใช้งานแบบทั่วไป เช่นทำงานเอกสารเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่องเวป ใช้เพียงแค่ระบบปฏิบัติการเดิม ๆ ที่ให้กับเครื่องก็เพียงพอแล้ว

อีกหนึ่งสิ่งที่ให้ผลกระทบเหล่านี้ดูรุนแรงขึ้นมาอีกนิดนึงคือการประกาศยกเลิกการซัพพอร์ทวินโดวส์เอ็กซ์พีของไมโครซอฟท์ในเดือนมิถุนายนนี้และหันไปดันวิสต้าอย่างเต็มตัว ซึ่งวินโดวส์วิสต้านั้นต้องใช้พื้นที่อย่างต่ำประมาณ 15 กิ๊กกะไบต์ในการติดตั้งระบบ ซึ่งการที่จะรันบน Eee PC นั้นแทบจะไม่มีทางเลยเนื่องจากรุ่นเล็กสุดให้พื้นที่มาเพียงแค่ 4 กิ๊กกะไบต์เท่านั้น ซึ่งหากจะใช้งานก็ต้องรอรุ่นใหม่จาก ASUS (ปัจจุบันเพิ่งเปิดตัวรุ่น 12GB ไปในงาน CES เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)

ราคาของเมมโมรี่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้จะมีผลกระทบค่อนข้างมากกับวงการคอมพิวเตอร์ จากเดิมที่ในปี 2001 เราสามารถเอาเงินประมาณ 300 บาทซื้อเมมโมรี่ได้เพียง 8 เมกกะไบต์ แต่ในปี 2011 เราอาจได้มากถึง 8 กิ๊กกะไบต์ และจากการคาดการของ Gartner ว่าภายในไม่เกินสามปี Eee PC ราคาน่าจะถูกลงอีก 15% เป็นอย่างต่ำ

เมื่อไม่นานมานี้ Elonex ซึ่งเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ของอังกฤษประกาศเปิดตัวคอมพิวเตอร์สุดเล็กของตนเองที่ลูกเล่นไม่แพ้ Eee PC มีชื่อว่า “The One” และมีราคาถูกกว่า Eee PC ครึ่งต่อครึ่ง และในขณะนี้มีหลายบริษัทชั้นนำเฉกเช่น Acer , HP ได้ประกาศที่จะส่งโน๊ตบุคขนาดเล็กของตนเข้าสู่สังเวียนด้วยเช่นกัน แต่เน้นการสู้ในด้านประสิทธิภาพมากกว่าราคา (ตลาดของโน๊คบุ๊คขณะนี้หากไม่นับ OLPC (One Laptop Per Child) แล้ว Eee PC นับได้ว่ามีราคาถูกมากๆ) ซึ่งดูเหมือนกับว่ายี่ห้อหนึ่งของผู้ผลิตโน๊ตบุคที่กังวลใจ เกี่ยวกับตลาดของโน๊ตบุคกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางกลับกันจากเดิมที่จะราคาสูงขึ้นกว่าเดิม กลับกลายเป็นการแข่งขันในด้านที่เอาราคาต่ำเข้าว่า ซึ่งหากเทียบจากบทสัมภาษณ์ของ Cnet ที่ได้สัมภาษณ์ Mike Abrams จากบริษัทโซนี่ซึ่งได้ให้ใจความไว้ว่า “หาก (Eee PC จาก) Asus ออกมาสู่ตลาดได้สวยงามแล้ว พวกเราอาจต้องตกอยู่ในภาวะที่ลำบาก เนื่องจากมันเป็นการแข่งขันที่ลงไปสู่จุดที่ต่ำ (race to the bottom)”

พูดถึงสถานการณ์ในประเทศที่กำลังพัฒนาก็ดูท่าจะแย่ลงไปอีกสำหรับไมโครซอฟท์ นอกจากไมโครซอฟท์และผองเพื่อนจะต้องผจญกับกระแสที่มาแรงของซอฟท์แวร์โอเพ่นซอร์สเฉกเช่นลินุกซ์ที่ออกแบบมาสำหรับตลาดอย่าง XO-1 จาก OLPC , Classmate PC จากทางอินเทลแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ขายกันเกลื่อนกลาดตามท้องถนนยังกับผักปลา ซึ่งหากไมโครซอฟท์จะสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้แล้ว คงจะต้องลดราคาแผ่นวินโดวส์เหลือสัก 120 บาท

การต่อสู้กับตลาดโอเพ่นซอร์สและซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดยการลดลงนั้นอาจจะทำให้การต่อสู้นั้นดูทัดเทียม อาจจะทำให้คนหันมาสนใจกันมากขึ้นก็จริง แต่รายได้ของทางไมโครซอฟท์นั้นแทบจะเป็นศูนย์ ลองคิดกันดูเล่น ๆ ไมโครซอฟท์จะทำตัวอย่างไร หากการแข่งขันแบบชนิด “ไปสู่จุดที่ต่ำ” เช่นนี้ยังดำเนินต่อไป ไมโครซอฟท์ไม่เจ๋งแน่นอน แต่การแสวงหารายได้เพิ่มเติมนั้นจะทำได้ยากยิ่งกว่าเก่า

เหตุการณ์หนึ่งที่เพิ่มเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานแต่ก็สามารถรู้กันได้และแปลกใจกันไปถ้วนหน้าคือเหตุการณ์ที่ไมโครซอฟท์ประกาศลดราคาวินโดวส์วิสต้าของตนเองลงมาอย่างฮวบฮาบเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ในการอัพเกรดเครื่องของตนเองไปใช้วินโดวส์วิสต้าเท่าไหร่นัก จากการมองของผู้ใช้แบบนี้ทำให้ข้อพิสูจน์ที่เคยกล่าวไว้ว่าวินโดวส์นั้นดีกว่าลินุกซ์เริ่มสั่นคลอนลง

ราคาของ OLPC ที่เคยตั้งไว้นั้นถูกตั้งไว้ที่ 100 เหรียญสหรัฐ แต่จากคำพูดของ Mary-Lou Jepsen ผู้ให้กำเนิด OLPC นั้นบอกว่าอาจสามารถทำให้ราคานั้นต่ำลงถึง 75 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ซึ่งบริษัทที่เธอออกมาตั้ง (Pixel Qi) หลังจากที่ออกจาก OLPC นั้นน่าจะทำให้ตรงจุดนี้เป็นความจริงขึ้นมาได้  นอกจากนี้เธอยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เรามีทั้งคอมพิวเตอร์ที่ทั้งดี ขนาดเล็กสุด ๆ รวมถึงใช้งานได้ทุกสถานที่ ซึ่งทั้งระบบการอินพุตข้อมูล จอภาพ ซอฟท์แวร์และระบบเครือข่าย เป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไป และยังเห็นว่าการที่มูลค่าซอฟท์แวร์ที่ใช้กับเครื่องเท่ากับศูนย์นั้นไม่ใช่ข้อได้เปรียบ แต่การที่เราสามารถปรับเปลี่ยนและใช้ปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ต่างหากคือข้อได้เปรียบที่แท้จริง

หรือจะพูดอีกอย่างนึงคือ ซอฟท์แวร์ที่เป็นมาตรฐานเปิดอย่างเต็มตัว โค้ดที่ปรับแต่งได้อย่างอิสระเช่นนี้ ดูเหมือนแนวทางที่ไมโครซอฟท์จะสามารถสู้กับสิ่งเหล่านี้ และครองใจให้ผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ที่นิยมใช้งานโน๊ตบุคขนาดเล็กนี้มาใช้ซอฟท์แวร์ของตัวเองได้ ก็คือการโอเพ่นซอร์สให้กับตนเองก่อนนั่นเอง

ข้อมูล : Guardian.co.uk

ภาพ : Tinhte.com

Advertisements

~ โดย steyrc บน มีนาคม 7, 2008.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: